Pages

Monday, May 3, 2010

วิธีสำรวจตัวเองเมื่อรู้สึกว่าทำงานไม่สำเร็จ

การชีวิตการทำงานทุกประเภท ล้วนแล้วแต่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งก็ทำงานได้ผลดีราวกับเนรมิต บางทีก็ทำเหมือนคนทำงานไม่เป็น ความสำเร็จและความล้มเหลว ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาในชีวิตการทำงานของเรา ตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆ จนกระทั่งเกษียณอายุ ไม่ว่าคุณจะมีประสบการณ์การทำงานมามากน้อยเพียงใด คุณก็ยังจะมีสิทธ์ประสบกับความสำเร็จและความล้มเหลว ได้ตลอดเวลา

กับเรื่องความสำเร็จนั้น ช่างมันเถอะค่ะ เพราะมีเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งดี แต่ไอ้ความล้มเหลวนี่น่ะสิ เมื่อไหร่มันจะเลิกแวะเวียนมาหาเราซักที หลายคนอาจเคยคิดว่า พอเราทำงานมีประสบการณ์มากขึ้นเราคงจะทำงานไม่ล้มเหลว แต่เราก็ยังคงเห็นคนที่มีอายุงานมากๆทำงานผิดพลาดมาก็มากมาย อะไรๆก็เกิดขึ้นได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าความสำเร็จและความล้มเหลวคือธรรมชาติชนิดหนึ่งที่หมุนเปลี่ยนเกิดขึ้น อยู่เสมอ แต่เราก็ยังคงต้องการอยู่ใกล้ความสำเร็จ และอยากหนีห่างความล้มเหลว แล้วทำอย่างไรล่ะเราจึงจะรู้ว่า งานที่เราทำนั้นมันจะประสบความสำเร็จหรือไม่

แท้ที่จริงแล้วมันมีหลักการอยู่เพียงสี่ข้อเท่านั้น หากเราได้หมั่นสำรวจอยู่เสมอว่าเรายังเดินอยู่ในหลักการนี้ ค่อนข้างรับประกันได้ว่าคุณจะอยู่ใกล้ความสำเร็จมากกว่าความล้มเหลว

หลักข้อแรก คือ ความพอใจ ข้อนี้เป็นข้อสำคัญอันดับแรกที่คุณจะต้องมีมาก่อนข้อใหนๆ เรียกว่าหากขาดข้อนี้ ไปล่ะก็ อย่าได้หวังเจอความสำเร็จเลย ถ้าคุณไม่ฟลุ๊คจริงๆบอกได้เลยว่ายากส์
เมื่อคุณเริ่มสำรวจตัวเองแล้วคุณพบว่าคุณไม่ค่อยพอใจที่จะทำงานนี้ซักเท่าไหร่ นั่นแสดงว่ามีเหตุบางอย่างที่ทำให้คุณไม่พอใจ ต้องค้นหาเหตุนั้นให้ได้ ซึ่งสาเหตุของความไม่พอใจของคนเราก็มีมาจากหลายอย่าง เช่น

ไม่เห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง บางทีก็มีประโยชน์กับตัวเองแต่ไม่มีประโยชน์สำหรับคนอื่น บางทีก็ไม่เห็นประโยชน์อันใดเลย ซึ่งอันนี้มันเกิดขึ้นจากที่เราตั้งกฏเกณฑ์ขึ้นมาในใจของเราเอง ใช้ตัวเองเป็นตัวตัดสิน

ความจริงแล้วงานที่เกิดขึ้นมักมาจากความต้องการของส่วนใดส่วนหนึ่ง แสดงว่ามันต้องมีประโยชน์สิ เราเองต่างหากที่ยังหาประโยชน์มันไม่เจอ ดังนั้นเราต้องพยายามหาประโยชน์ของมันให้เจอ

ถ้าจนปัญญาจริงๆก็ต้องถามผู้รู้ และรับฟังผู้อื่นให้มากขึ้น เลิกใช้หลักอิงกู แต่หันไปยึดหลักอิงกลุ่มหรืออิงเกณฑ์ ถ้ามันไม่เห็นประโยชน์จริงๆก็ควรที่จะปรึกษาหารือต่อรองหรือปรับเปลี่ยนแผนใหม่

แต่บางคนทั้งๆที่เห็นประโยชน์แต่ก็ยังไม่พอใจทำมันอีก ก็ต้องดูต่อว่า เห็นประโยชน์ของการทำ แล้ว เห็นโทษของการไม่ทำหรือไม่ โทษที่เกิดขึ้นมันขัดต่อหลักคุณธรรมที่เรามีอยู่หรือไม่ เช่น

ถ้าเราไม่ทำจะทำให้ขบวนงานถัดไปเดือดร้อน
ถ้าไม่ทำจะทำให้เพื่อนคนอื่นๆเอาเป็นเยี่ยงอย่างทำให้สังคมขององค์กรเสียไป
ถ้าเราไม่ทำจะทำให้เราเป็นทุกข์ใจเก็บเอาไปเครียดนอนไม่หลับ สู้ลุกขึ้นมาทำงานให้สำเร็จซะให้สิ้นเรื่องดีกว่า จะได้ไม่ต้องเก็บไปกังวล อะไรทำนองนี้

คนส่วนใหญ่เมื่อเห็นทั้งประโยชน์และโทษแล้วก็มักจะสามารถสร้างความพอใจให้เกิดขึ้นมีในใจของตัวเองได้โดยไม่ยาก

นอกจากนี้ เรายังไม่พอใจด้วยสาเหตุอื่น เช่น กลัวคนอื่นได้ประโยชน์ หรือเห็นคนอื่นทำงานสบายตัวเองเหนื่อยอยู่คนเดียว ถ้าพบว่าเราเป็นอย่างนี้ แสดงว่าไม่ใช่สาเหตุเรื่องของตัวงานแล้วล่ะ แต่เป็นเพราะว่าเรายังบกพร่องในเรื่องความเมตตา เรื่องการให้อภัย เราก็ต้องพยายามที่จะมีเมตตาต่อเพื่อนให้มากขึ้น และให้เราให้อภัยให้มากขึ้น

บางทีก็ไม่พอใจทำเพราะรู้สึกว่างานล้นมือ หรืองานยากเกินไปกลัวจะทำไม่ได้ หรือเป็นกังวลในเรื่องอื่นๆอยู่เลยทำให้เบื่อไปหมดไม่อยากทำอะไร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความรู้สึกทั้งนั้น ความกังวลมันไม่มีตัวมีตน ใจเราเป็นผู้สร้างขึ้นมาแล้วก็ตกเป็นทาสของมันทั้งนั้น ถ้าตัดกังวลไม่ได้เราก็ต้องหาที่ปรึกษา ที่เป็นคนที่เราเชื่อถือ เพื่อสร้างให้เกิดพลังความเชื่อมั่นขึ้นภายในใจตัวเอง หรือในภาษาบาลีเรียกว่า ศรัทธา นั่นเอง ถ้ามันสร้างไม่ได้ก็ให้ตัดสินใจลุยไปข้างหน้ากันไปเลย เป็นไงเป็นกัน

เมื่อผ่านหลักข้อแรกคือความพอใจแล้ว ข้อถัดไปก็เป็นเรื่องขี้ผง

หลักข้อที่สอง คือ ความพากเพียร ซึ่งความพากเพียรนี้เกิดขึ้นได้ไม่ยากหากเราเกิดความพอใจที่จะทำขึ้นมาแล้ว เราย่อมเกิดความขยันปฏิบัติงานไม่ขาดตอน ไม่ลดละจนกว่าจะประสบความสำเร็จ มีความหาญกล้าที่จะเผชิญต่ออุปสรรคที่จะเกิดขึ้นอย่างไม่ย่อท้อ
หลักข้อที่สาม คือ ความเอาใจใส่ ไม่ทอดทิ้ง สิ่งนั้น ไปจากความรู้สึก ของตัว ทำสิ่งซึ่งเป็น วัตถุประสงค์ นั้นให้เด่นชัด อยู่ในใจเสมอ แน่นอนว่าการที่เราจะเกิดข้อนี้ได้ ย่อมต้องเกิด สมาธิ อยู่ด้วยอย่างเต็มที่

หลักข้อที่สี่ ความสอดส่องใคร่ครวญใน เหตุและผล แห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา ซึ่งหมายความว่าเราต้องใช้สติปัญญา รู้จักคิด รู้จักอ่าน ว่าสิ่งที่ทำไปนั้น ถูกหรือผิดอย่างไร ถ้าสิ่งที่ทำไปได้ผลดี ก็ควรจะทำให้มากขึ้น ถ้ายังไม่ดีก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น จนกว่าจะถึงเป้าหมาย

หากระหว่างปฏิบัติงานอยู่นั้น รู้สึกว่าชักจะฝ่อๆลงไป ก็ต้องไปสำรวจดูว่าเราขาดข้อใหนใน 4 ข้อนี้ แล้วก็พยายามกระตุ้นให้เกิดให้มีขึ้น จนกว่างานจะสำเร็จ

หลักการทั้งสี่ข้อนี้ ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า อิทธิบาทสี่ หมายถึง ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ถือเป็นหลักธรรมเพื่อความสำเร็จ เอาไปใช้ได้กับทุกเรื่อง ถ้าเอาอิทธิบาทสี่ไปใช้ในทางดีก็จะเกิดผลดีอย่างมาก ถ้าเอาไปใช้ในทางชั่วก็เกิดผลชั่วอย่างมากเช่นเดียวกัน ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน ในชีวิตครอบครัว ก็ย่อมต้องการศัยหลักอิทธิบาทสี่นี้ทั้งนั้น แม้กระทั่งโจรเอง หากใช้หลักอิทธิบาทสี่นี้ ก็ย้องประสบความสำเร็จในงานชั่วๆของเขาเหล่านั้นได้เช่นกัน

เมื่อรู้สึกว่ากำลังย่ำแย่ ให้พวกเราเจริญอิทธิบาทสี่ หมายถึงว่าสร้างให้อิทธิบาทสี่เกิดขึ้นมาให้ได้ เริ่มสำรวจกันตั้งแต่ข้อแรก กันไปจนถึงข้อที่สี่ เลยทีเดียว

อย่าลืมนะคะ ถ้าอยากสำเร็จ ก็อย่าลืมเจริญอิทธิบาท4 กันทุกวันนะคะ

No comments:

Post a Comment