Pages

Wednesday, January 20, 2010

การเข้าถึงความจริง

ในบทความตอนที่แล้ว ได้พูดถึงความจริงและหลักของความเชื่อ 10 ประการไว้

วันนี้จะพูดถึงวิธีเข้าถึงความจริง ซึ่งการเข้าไปรู้ได้นั้นก็คงต้องอาศัยผ่านทางอายตนะหรือประสาทสัมผัสทั้ง 6 คือหู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ นั่นเอง ส่วนวิธีเข้าถึงนั้น ก็โดยอาศัยการกระทำที่สัมพันธ์กันทั้ง กาย วาจา และใจ โดยมีสติและปัญญาเป็นเครื่องกำกับ

หากเราต้องการที่จะประจักษ์ต่อความจริงโดยแท้ เราจำเป็นจะต้องสร้างปัจจัยที่ทำให้เราสามารถเข้าไปรับรู้มันได้โดยง่าย ซึ่งปัจจัยเหล่านั้น ก็คือองค์ประกอบในตัวของเราซึ่งจะเป็นตัวผลักดันให้การกระทำทั้งทางกาย วาจาและใจ ของเรานั้นถูกกระทำออกไปในลักษณะที่เป็นผลดีต่อการรับรู้ความจริง ปัจจัยทั้ง 3 นั้นคือ

1. ความรู้

a. คุณต้องมีความรู้ในการเลือกใช้เครื่องมือที่จะแยกแยะสิ่งที่ปรากฏ ให้อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานได้ หรือเข้าใจได้ เช่นถ้าคุณอยากรู้ว่าเวลาเท่าไหร่ ก็ต้องดูนาฬิกา
b. คุณต้องมีความรู้ในวิธีการหรือช่องทางที่จะเข้าถึงความจริง เช่น อยากรู้เรื่องข่าวการเมือง ก็ต้องเข้าถึงสื่อที่เกี่ยวกับการเมืองหลายๆสื่อแล้วเอามาประกอบกัน นั่งอยู่ที่บ้านเฉยๆก็คงไม่รู้อะไร

2. ทัศนคติ

a. ไม่เอาแต่ความเห็นตนเองเป็นใหญ่(กูแน่) ทำให้โลกทัศน์เราแคบ
b. มีใจเป็นธรรม ซึ่งจะทำให้ผู้อื่นกล้าที่จะเปิดเผยความจริงต่อเราได้อย่างไว้วางใจ
c. เห็นอกเห็นใจผู้อื่น
d.
3. บุคคลิก อุปนิสัย

a. ไฝ่รู้
b. มีใจเป็นกลาง
c. พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง


1.ความรู้อะไรที่ใช้ในการรู้ Fact
ความรู้ในการเลือกใช้เครื่องมือแยกสิ่งที่ปรากฏ (ใช้อย่างเหมาะสมกับลักษณะของข้อเท็จจริง)

1. การทำใช้โปรแกรมที่วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากให้เห็นเป็นภาพรวม - ใช้กรณีที่ข้อเท็จจริงอยู่ในรูปของDatabase
2. การทำแผนภูมิก้างปลา – ใช้กรณีที่ต้องแยกแยะปัญหา หรือข้อเท็จจริงออกมาให้ชัดเจน
3. การทำแผนภูมิพาเรโต้ – ใช้กรณีที่ต้องการให้เห็นแนวโน้ม
4. Why Why analysis การตั้งคำถามว่าทำไมจนกระทั่งถึงแก่นของความจริง

ความรู้ในวิธีการเข้าถึงความจริง (ต้องทำอย่างถูกกาละเทศะ)

1. รู้จักเดินไปหาความจริง ไม่ใช่รอให้ความจริงมาหา
2. การระดมสมอง
3. Horenso – การแจ้ง การรายงาน การปรึกษา
4. การทดสอบให้เห็นจริง
5. กล่องรับความคิดเห็น


ทัศนคติที่ทำให้เข้าถึงFactได้

1. ละทิฏฐิมานะของตนเอง ประเภทที่เรียกว่า “ กูแน่” เพราะความคิดแบบนี้จะทำให้เราตีความในสิ่งที่เห็นบิดเบือนไป เพราะเอาความคิดเห็นของตนเองเป็นใหญ่ และคนที่มีทัศนคติแบบนี้มักตกหลุมพลางคำสรรเสริญเยินยอจากผู้อื่นแล้วก็โดนหลอกง่าย
2. การมีใจที่เป็นธรรม มีความยุติธรรม ตรงไปตรงมาน่าเชื่อถือ จะทำให้ได้รับโอกาสที่จะได้เข้าไปรับรู้ความจริงได้โดยง่าย
3. มีใจที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ยอมรับในความบกพร่องของตนเอง และผู้อื่น คนรอบข้างมักจะบอกความจริงให้ทราบด้วยความไว้วางใจ ความจริงที่บอกไปนั้นจะไม่กลับมาเป็นภัยในภายหลัง

บุคคลิก อุปนิสัย ที่ทำให้เข้าถึงความจริง

1. ความไฝ่รู้ ทำให้เราไม่ย่อท้อที่จะค้นหาความจริงให้ถึงรากถึงโคน และจะไม่มองข้ามความเป็นจริง
2. มีใจเป็นกลาง คือการับรู้ความจริงด้วยหัวใจที่สุขุมเยือกเย็น ไม่ว่าเรื่องนั้นจะน่าตื่นเต้นดีใจ หรือน่าโกรธ น่าเสียใจเพียงใด เพราะหากเราไม่ได้ถูกครอบงำด้วยอารมณ์ต่างๆจะทำให้เราเห็นความจริงชัดเจนมากขึ้น
3. การพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง จะทำให้เรากล้าที่จะรู้ความจริงทุกประเภท

ไม่ว่าเราจะใช้วิธีใดหรือเครื่องมือใดในการเข้าถึงความจริง ในการที่เราจะเชื่อหรือไม่นั้น ก็ขอให้ยึดหลักความเชื่อ 10 ประการ และเมื่อพบว่าควรเชื่อได้ ก็ให้มองต่อไปอีกว่า ความจริงนั้นมันได้ให้ โทษหรือไม่ เป็นประโยชน์หรือไม่ ดีหรือเลว เมื่อรู้แล้วก็ปฏิบัติการต่อFact นั้นให้เหมาะสม แต่ถ้ารู้ความจริงแล้วก็ยังไม่สามารถรู้ได้ว่ามันให้อะไรได้บ้าง ความจริงนั้นก็เป็นความจริงที่สักแต่ว่าจริงเท่านั้นเอง
Click here to Read more...

Wednesday, January 13, 2010

กฏธรรมดาของมนุษยภาพ

คัดจากหนังสือมนุษยวิทยาของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส


เครื่องบำรุงกายให้ผาสุก-ซ อาหาร อากาศ แสงสว่าง น้ำ ความสะอาด การนุ่งห่ม การใช้กำลัง ความพัก

อุบายสำหรับประพฤติตัว
1.ความพำนักตัวเอง
มาตรา1 จงมีความเชื่อมั่นในตัวของตัวเอง รีบคิดตั้งตัวเอง อย่ามุ่งต่อความอุปถัมป์ค้ำจุนของท่านผู้อื่น จงตีศัตราของตัวเองไว้สู้สงครามของตัว ด้วยกำลังของตัว คือ อุตสาหะศึกษาให้เป็นคนมีสติปัญญา ความคิดความประกอบกิจธุระของตนตามลำพังตน

มาตรา2 ถ้าการนั้นยังต้องพึ่งคนอื่น ก็จงออกกำลังกายกำลังความคิด กำลังทรัพย์อย่างไดอย่างหนึ่ง ให้เขาได้ผลคุ้มกันหรือเต็มความสามารถของตนที่จะพึงทำได้ อย่าคิดพึ่งเขาเปล่า เช่นนี้ก็ยังนับว่าเลี้ยงชีพของตัวด้วยกำลังของตัวเอง

มาตรา3 ถ้ายังไม่สามารถด้วยประการนั้น จำจะต้องพึ่งเขาเปล่า จงคิดตอบแทนอุปการะของเขา เมื่อภายหลังตามสถานที่ควร

ผู้ละเมิดกฏมาตรานี้แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง จะต้องได้รับโทษ 3 สถาน คือตั้งตัวไม่ได้ ไม่ได้ความเจริญตลอดชีวิต เป็นคนอกตัญญู อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยควรแก่โทษานุโทษ

ใครเป็นผู้ตั้งกฎข้อนี้ไว้ เมื่อมีผู้ละเมิด ใครจะเป็นผู้ลงโทษ
ธรรมดา เป็นผู้ตั้งกฎนี้ไว้ ธรรมดาจะเป็นผู้ลงโทษแก่ผู้ละเมิด ผู้ละเมิดกฎที่ธรรมดาตั้งไว้ จะขอกรุณางดโทษหรือให้แบ่งเบาลง หรือจะหลบหนีให้พ้น ดุจผู้ละเมิดกฎที่มนุษย์ตั้งขึ้นดังนี้เป็นอันไม่ได้

2.ความประพฤติยั่งยืนไม่จืดจาง


มาตรา4 จงประพฤติยั่งยืน คือมีความพอใจแน่นอนในกิจที่ตนประกอบ อย่าจืดจางเสียเร็ว อดทนเพียรประกอบไปโดยลำดับ

มาตรา5 จงรีบกระตือรือร้นประกอบกิจนั้นให้ทันกาลทันเวลา อย่าให้ล่วงกาลไปได้

มาตรา 6 จงประพฤติแม่นยำอยู่ในกิจที่ประกอบ ระวังอย่าให้คลาดเคลื่อนไปได้ คือประพฤติอะไรก็ให้ได้จริง

ผู้ละเมิดกฎ 3 มาตรานี้แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง จะต้องรับโทษ 2 สถานคือ ทำอะไรไม่สำเร็จ และไม่เป็นที่เชื่อถือของผู้อื่นทั้งสองอย่าง หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยควรแก่โทษานุโทษ กฎนี้ธรรมดาตั้งไว้เหมือนกัน

3. ความมุ่งลงเป็นหนึ่ง

มาตรา 7 เมื่อจะประกอบกิจอะไร จงมีความพอใจลงเป็นหนึ่ง ถึงกับจะกล่าวได้ว่า เห็นกิจอื่นทั้งหมดเหมือนหาประโยชน์ไม่ได้ไปชั่วคราวหนึ่ง

มาตรา8 จงทุ่มเทอุตสาหะทั้งหมดลงในกิจนั้นๆอย่างเดียว ดำเนินตรงไปเฉพาะกิจนั้น ไม่เหลียวซ้ายแลขวา กล่าวคือ ตั้งหน้าประกอบกิจนั้น ไม่หันเหไปในกิจอื่นๆ มุ่งแต่จะให้สำเร็จให้จงได้

ผู้ละเมิดกฎ 2 มาตรานี้แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง จะต้องรับโทษ คือ ประกอบการไม่มีผลไพบูลย์ กฎนี้ธรรมดาตั้งไว้เหมือนกัน

4.ความสำเร็จแลความพลาด

มาตรา 9 จงตั้งตนเหมือนคนผู้อยากจะเบียดเข้าไปในประตูอันมีหมู่คนออแน่น ต่างคนต่างอยากจะเบียดเข้าไป เขาพึงยันพื้นให้แน่น แลแหวกเข้าไปเต็มแรง อย่ายืนนิ่งเสีย เพราะทำเช่นนั้นเป็นการให้สิ้นที่หวัง

มาตรา 10 เขาพึงตั้งอุตสาหะเพื่อประกอบการงานอย่างยิ่งยวดให้สุดสามารถที่จะทำได้ จงเป็นคนไหวพริบ อดทน ทำงานแข็ง ระวังอย่าให้ล่วงคราว จงเป็นคนซื่อตรง อย่างเข้มงวด แลตั้งใจเพื่อให้ดีที่สุด ผู้ประกอบด้วยองค์คุณเช่นว่านี้ แม้พลาดไป ไม่ถึงที่สุดแห่งความปราถนา เขาจัดทำกาลกริยา ด้วยรู้สึกภูมิใจว่าได้ทำดีที่สุด นี่แลอย่างต่ำก็เป็นความสำเร็จอันแท้ที่สุด ซึ่งคนพึงจะปรารถนาได้

5. ความสำเร็จแท้และความสำเร็จเทียม

มาตรา 11 เมื่อพบสิ่งใดว่าเป็นหน้าที่ของตนแล้ว พึงมุ่งหมายทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด โดยเต็มปัญญาอุตสาหะ

มาตรา 12 จงเป็นผู้รีบกระตือรืดร้นหมั่นเอาใจใส่ เพื่อให้การนั้นสำเร็จโดยชอบ ถ้าจะประกอบให้สำเร็จไม่ได้โดยแท้แล้ว ก็พึงทำให้ดีที่สุด ตามการซึ่งจะพึงทำได้ รองเป็นลำดับลงมา

ผู้ล่วงกฎ 2 มาตรานี้ จะต้องมีโทษ คือ หาชื่อเสียงไม่ได้ กฎนี้ธรรมดาตั้งไว้เหมือนกัน

6 ความละเอียดละออ

มาตรา 13 จงจำคำสุภาษิตว่า "ช้าเป็นการ นานเป็นคุณ"
เอามาใช้ในลักษณะนี้ให้ถูกต้อง จะประกอบการอะไร อย่ามักง่าย โดยเห็นแก่แล้วเสร็จเร็ว จงเอาใจใส่ในการนั้นให้รอบคอบ การนั้นจึงจะสำเร็จด้วยดี ไม่ต้องกลัวแต่การช้า เพราะว่าเมื่อความช่ำชองมีอยู่แล้ว ก็คงทำได้เร็วขึ้นตามลำดับอยู่เอง

มาตรา 14 จงจำคำสุภาษิตว่า "สิบเบี้ยใกล้มือ ยี่สิบเบี้ยไกลมือ" มาใช้ในลักษณะนี้ให้ถูกต้อง จงเป็นคนละเอียดละออ อุตสาหเก็บเล็กผสมน้อย ระวังตนอย่าให้ต้องคำสุภาษิตซึ่งติเตียนว่า "โลภมากลาภหาย" หรือว่า "หมายน้ำตัดกระบอก" ดังนี้

ผู้ล่วงกฎ 2 มาตรานี้ จะต้องมีโทษ คือ ทำอะไรไม่ได้ดี แลไม่ได้ประสบผลอันไพบูลย์ กฎนี้ธรรมดาตั้งไว้เหมือนกัน
Click here to Read more...