Pages

Wednesday, June 9, 2010

ว่าด้วยทฤษฎี"มั๊ง" และการมองปัญหาคือโอกาสเรียนรู้

ในการทำงาน ใครบ้างไม่เคยมีปัญหา ยกมือขึ้น

ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่ยกมือ ........ คุณกำลังโกหก หรือไม่คุณก็ไม่เคยทำงาน......
ใครก็รู้ว่า ปัญหาในงานนั้น เป็นเรื่องธรรมดา
แต่ที่มันไม่ธรรมดา ก็คือการเข้าถึงปัญหา การวิเคราะห์รากเหง๊าของปัญหา และการแก้ปัญหา ต่างหากเล่าที่มันไม่เคยรู้สึกธรรมดาซักที ทำไมมันยากแสนยากอย่างนี้นะ


หลายๆท่าน คงเคยทำมาบ้างไม่มากก็น้อย ในเวลาที่ต้องหาสาเหตุของปัญหา โดยใช้ทฤษฎี "มั๊ง" หมายถึงว่าเมื่อถึงคราวต้องตัดสินใจอะไรซักอย่าง แต่ไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงของมันได้ ก็มักจะทำโดยให้พอผ่านๆไป จึงต้องหยิบยกทฤษฎี "มั๊ง" ขึ้นมาใช้ โดยอาศัยความ "เก๋า" เป็นตัวผลักดันให้คนอื่นเห็นด้วยและทำตาม

จะดีกว่ามั๊ยถ้าทุกครั้งที่เจอปัญหา ให้เรามองว่านี้คือโอกาสของการเรียนรู้ แล้วแทนที่เราจะมองเข้าไปเห็นแต่ปัญหา ซักไซร้ไร่เรียงหาคนที่เป็นต้นเหตุของปัญหา  จมกองอยู่กับการไล่ล่าหาอดีต จนหมดพลัง  แล้วหันมาหาทางออกกันจะดีกว่า

คนเราส่วนใหญ่มักเอาตัวไปจมกับปัญหานานเกินไป จนไม่เห็นทางออก สุดท้ายก็ปล่อยให้ดอกาสของการเรียนรู้ก็ผ่านไป

การมองปัญหาว่าเป็นหัวข้อการเรียนรู้ จะทำให้จิตใจเรากระตือรือร้น ไม่จมอยู่กับความมืดมัว เกิดการเพ่งโทษซึ่งกันและกัน จะทำให้สามารถสร้างความร่วมมือ  การต่อยอดความคิดซึ่งกันและกัน จนสุดท้ายนำไปสู่การเห็นทางออกร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ Click here to Read more...

Sunday, May 16, 2010

ปาฏิหารย์ไม่มีจริง

ช่วงนี้สถานะการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยจะปกติเท่าไหร่ หลายคนก็คงจะรู้สึกไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศชาติบ้านเมืองของเรา และแน่นอนที่สุดก็คือ ท้ายที่สุดแล้วก็คือความไม่มั่นใจต่ออนาคตของตัวเราเองนั่นเอง

เพราะความหมายของชาติ ก็หมายถึงประชาชนที่อยู่ในชาตินั่นเอง

ในยามใดที่ชาติเจริญรุ่งเรือง ก็หมายถึงคนในชาติมีความสุข ความเจริญ
ในยามที่ชาติเสื่อมถอย ก็คือคนในชาติเสื่อมถอย

แต่ก็มีคนหลายคนบอกว่า ไม่จริงหรอก เพราะตอนที่เศรษฐกิจของประเทศดี มีอัตราการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ  หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า GDP สูง แต่เราในฐานะของประชาชนคนหนึ่งก็ยังเต็มไปด้วยหนี้สินรุงรัง ค้าขายก็ไม่เห็นจะดี และบางคนก็เห็นรวยเอารวยเอา ทั้งที่เศรษฐกิจของประเทศไม่ดี แล้วอย่างนี้จะเรียกว่าชาติคือประชาชนได้อย่างไร



ถูกต้องค่ะ เพราะความเจริญ หรือความเสื่อม มันเป็นค่าเฉลี่ย คือหมายถึงว่ามีคนรายได้ดี และมีคนรายได้ลดลง แต่ในภาวะที่เศรษฐกิจดี คนที่มีรายได้มากขึ้นก็มีจำนวนมากกว่าคนที่รายได้ลดลงลง

ที่หยิบยกเรื่องนี้มาพูดก็เพราะว่า ถ้าหากเราอยากเห็นประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง ก็ต้องทำตัวเองให้เจริญรุ่งเรือง และช่วยให้คนรอบข้างของเราเจริญรุ่งเรือง และช่วยให้สังคมของเรารุ่งเรือง เพียงแค่นี้เราก็จะอยู่ในท่ามกลางของคนที่เจริญรุ่งเรืองนั่นเอง


การที่เราทำแต่ตัวเราให้รุ่งเรือง โดยไม่สนใจว่าสังคมจะรุ่งเรืองด้วยหรือไม่ แบบนี้จะเรียกว่าเป็นคนรักชาติ หรือ"คนเห็นแก่ชาติ" คงไม่ได้ ต้องเรียกว่า "คนเห็นแก่ตัว"

ไม่เฉพาะแต่ชาติบ้านเมืองเท่านั้น แม้แต่การที่เราบอกว่า" รักครอบครัว" " รักบริษัทฯ" " รักโลก" " รักมวลมนุษยชาติ" ก็ใช้หลักอย่างเดียวกัน

เราอย่าไปรอให้ใครมาทำให้เราเจริญ แต่เราต้องเป็นผู้เริ่มก่อน “เราควรเป็นผู้กำหนด มากกว่าที่จะเป็นผู้ถูกกำหนด” และการที่เราจะกำหนดนั้น ก็ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจในหลักความจริงของธรรมชาติที่ว่า

“ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นมาจากเหตุ” ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก มันเป็นธรรมดาของมันอย่างนี้เอง

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีที่มาที่ไปทั้งนั้น “ ปาฏิหารย์ไม่มีในโลก อย่ารอให้ปาฏิหารย์เกิดโดยไม่ทำอะไร” เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นมีคำตอบและมีทางออกเสมอ

เคยได้ยินคำนี้มั๊ย “ทำอะไรก็จะได้อันนั้น” สำคัญว่ามันจะได้สิ่งนั้นช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง สสารไม่สูญหายไปใหนฉันใด สิ่งที่เราทำไว้มันก็ไม่สูญหายฉันนั้น

สำหรับคนที่ไม่เชื่อในสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ก็ขออย่าได้อ่านในสิ่งที่จะเขียนดังต่อไปนี้ และจงได้ทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อต่อไป เพราะไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงความเชื่อของใครได้

ถ้าเราเชื่อในสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ก็ขอให้พลิกจากคำว่า “ทำอะไรก็จะได้อันนั้น” มาเป็น 
“อยากได้อะไร ก็ทำอย่างนั้น” จะดีมั๊ย

แต่อยากจะบอกไว้อย่างว่า สิ่งที่ทำกับสิ่งที่ได้ ส่วนใหญ่มักไม่เกิดในเวลาเดียวกันหรือใกล้กันหรอก บางทีก็นานจนเราลืมไปว่าเคยทำอะไรไว้  ขนาดเราเปิดสวิทซ์ไฟ ที่โฆษณาว่าเปิดปุ๊ปติดปั๊บ มันยังไม่ติดทันทีเลยใช่มั๊ย นับประสาอะไรกับเรื่องอื่นๆ

และไม่ต้องถามหรือตั้งหน้ารอคอยว่าสิ่งที่ตนเองทำลงไปนั้นมันจะเกิดผลเมื่อไหร่ โดยหยุดที่จะทำอย่างต่อเนื่อง

หลายคนมีคำถามว่า

“เราต้องขยันไปอีกนานเท่าไหร่นี่” คำตอบก็คือ “ทำไปเรื่อยๆ อย่าหยุด มันเป็นสิ่งที่ควรทำไม่ใช่เหรอ”

“เราต้องทำดีไปอีกนานแค่ใหน?” คำตอบก็คือ “ทำไปเรื่อยๆ อย่าหยุด ในเมื่อมันดี เราจะหยุดทำไปทำไม”

“เราต้องเจอปัญหาอีกนานแค่ใหน?” คำตอบก็คือ “ก็ตราบเท่าที่ปัญหาเก่าๆที่ถูกสร้างมามันส่งผลจนหมดแล้วก็ไม่เกิดการสร้างปัญหาขึ้นมาใหม่ ไม่เห็นต้องสงสัยอะไรเลย”

“เราต้องเสียสละกันแค่ใหน” คำตอบก็คือ “ตราบเท่าที่การเสียสละนั้นมันไม่ได้ไปเบียดเบียนใคร แม้แต่ตัวเอง”

“แล้วเมื่อใหร่ ความดีที่เราสร้างไว้มันจะส่งผลซะที” คำตอบก็คือ “มันส่งผลให้เราทุกวันนั่นแหละ เพียงแต่ว่าสิ่งไม่ดีที่เคยทำมา มันก็ส่งผลในวันเดียวกันด้วย ไม่มีใครมีแต่เรื่องเลวร้ายตลอดวันหรอก แม้แต่วันสุดท้ายของชีวิตก็ยังมีทั้งเรื่องดีๆและเรื่องเลวร้ายเวียนมาตลอดจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต”

สรุปก็คือ อย่ารอให้ใครมากำหนดตัวเราและอย่ารอว่าเมื่อไหร่ปาฏิหารย์จะเกิด เพราะ ปาฏิหารย์ไม่มีจริง
Click here to Read more...

Monday, May 3, 2010

วิธีสำรวจตัวเองเมื่อรู้สึกว่าทำงานไม่สำเร็จ

การชีวิตการทำงานทุกประเภท ล้วนแล้วแต่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งก็ทำงานได้ผลดีราวกับเนรมิต บางทีก็ทำเหมือนคนทำงานไม่เป็น ความสำเร็จและความล้มเหลว ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาในชีวิตการทำงานของเรา ตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆ จนกระทั่งเกษียณอายุ ไม่ว่าคุณจะมีประสบการณ์การทำงานมามากน้อยเพียงใด คุณก็ยังจะมีสิทธ์ประสบกับความสำเร็จและความล้มเหลว ได้ตลอดเวลา

กับเรื่องความสำเร็จนั้น ช่างมันเถอะค่ะ เพราะมีเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งดี แต่ไอ้ความล้มเหลวนี่น่ะสิ เมื่อไหร่มันจะเลิกแวะเวียนมาหาเราซักที หลายคนอาจเคยคิดว่า พอเราทำงานมีประสบการณ์มากขึ้นเราคงจะทำงานไม่ล้มเหลว แต่เราก็ยังคงเห็นคนที่มีอายุงานมากๆทำงานผิดพลาดมาก็มากมาย อะไรๆก็เกิดขึ้นได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าความสำเร็จและความล้มเหลวคือธรรมชาติชนิดหนึ่งที่หมุนเปลี่ยนเกิดขึ้น อยู่เสมอ แต่เราก็ยังคงต้องการอยู่ใกล้ความสำเร็จ และอยากหนีห่างความล้มเหลว แล้วทำอย่างไรล่ะเราจึงจะรู้ว่า งานที่เราทำนั้นมันจะประสบความสำเร็จหรือไม่

แท้ที่จริงแล้วมันมีหลักการอยู่เพียงสี่ข้อเท่านั้น หากเราได้หมั่นสำรวจอยู่เสมอว่าเรายังเดินอยู่ในหลักการนี้ ค่อนข้างรับประกันได้ว่าคุณจะอยู่ใกล้ความสำเร็จมากกว่าความล้มเหลว

หลักข้อแรก คือ ความพอใจ ข้อนี้เป็นข้อสำคัญอันดับแรกที่คุณจะต้องมีมาก่อนข้อใหนๆ เรียกว่าหากขาดข้อนี้ ไปล่ะก็ อย่าได้หวังเจอความสำเร็จเลย ถ้าคุณไม่ฟลุ๊คจริงๆบอกได้เลยว่ายากส์
เมื่อคุณเริ่มสำรวจตัวเองแล้วคุณพบว่าคุณไม่ค่อยพอใจที่จะทำงานนี้ซักเท่าไหร่ นั่นแสดงว่ามีเหตุบางอย่างที่ทำให้คุณไม่พอใจ ต้องค้นหาเหตุนั้นให้ได้ ซึ่งสาเหตุของความไม่พอใจของคนเราก็มีมาจากหลายอย่าง เช่น

ไม่เห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง บางทีก็มีประโยชน์กับตัวเองแต่ไม่มีประโยชน์สำหรับคนอื่น บางทีก็ไม่เห็นประโยชน์อันใดเลย ซึ่งอันนี้มันเกิดขึ้นจากที่เราตั้งกฏเกณฑ์ขึ้นมาในใจของเราเอง ใช้ตัวเองเป็นตัวตัดสิน

ความจริงแล้วงานที่เกิดขึ้นมักมาจากความต้องการของส่วนใดส่วนหนึ่ง แสดงว่ามันต้องมีประโยชน์สิ เราเองต่างหากที่ยังหาประโยชน์มันไม่เจอ ดังนั้นเราต้องพยายามหาประโยชน์ของมันให้เจอ

ถ้าจนปัญญาจริงๆก็ต้องถามผู้รู้ และรับฟังผู้อื่นให้มากขึ้น เลิกใช้หลักอิงกู แต่หันไปยึดหลักอิงกลุ่มหรืออิงเกณฑ์ ถ้ามันไม่เห็นประโยชน์จริงๆก็ควรที่จะปรึกษาหารือต่อรองหรือปรับเปลี่ยนแผนใหม่

แต่บางคนทั้งๆที่เห็นประโยชน์แต่ก็ยังไม่พอใจทำมันอีก ก็ต้องดูต่อว่า เห็นประโยชน์ของการทำ แล้ว เห็นโทษของการไม่ทำหรือไม่ โทษที่เกิดขึ้นมันขัดต่อหลักคุณธรรมที่เรามีอยู่หรือไม่ เช่น

ถ้าเราไม่ทำจะทำให้ขบวนงานถัดไปเดือดร้อน
ถ้าไม่ทำจะทำให้เพื่อนคนอื่นๆเอาเป็นเยี่ยงอย่างทำให้สังคมขององค์กรเสียไป
ถ้าเราไม่ทำจะทำให้เราเป็นทุกข์ใจเก็บเอาไปเครียดนอนไม่หลับ สู้ลุกขึ้นมาทำงานให้สำเร็จซะให้สิ้นเรื่องดีกว่า จะได้ไม่ต้องเก็บไปกังวล อะไรทำนองนี้

คนส่วนใหญ่เมื่อเห็นทั้งประโยชน์และโทษแล้วก็มักจะสามารถสร้างความพอใจให้เกิดขึ้นมีในใจของตัวเองได้โดยไม่ยาก

นอกจากนี้ เรายังไม่พอใจด้วยสาเหตุอื่น เช่น กลัวคนอื่นได้ประโยชน์ หรือเห็นคนอื่นทำงานสบายตัวเองเหนื่อยอยู่คนเดียว ถ้าพบว่าเราเป็นอย่างนี้ แสดงว่าไม่ใช่สาเหตุเรื่องของตัวงานแล้วล่ะ แต่เป็นเพราะว่าเรายังบกพร่องในเรื่องความเมตตา เรื่องการให้อภัย เราก็ต้องพยายามที่จะมีเมตตาต่อเพื่อนให้มากขึ้น และให้เราให้อภัยให้มากขึ้น

บางทีก็ไม่พอใจทำเพราะรู้สึกว่างานล้นมือ หรืองานยากเกินไปกลัวจะทำไม่ได้ หรือเป็นกังวลในเรื่องอื่นๆอยู่เลยทำให้เบื่อไปหมดไม่อยากทำอะไร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความรู้สึกทั้งนั้น ความกังวลมันไม่มีตัวมีตน ใจเราเป็นผู้สร้างขึ้นมาแล้วก็ตกเป็นทาสของมันทั้งนั้น ถ้าตัดกังวลไม่ได้เราก็ต้องหาที่ปรึกษา ที่เป็นคนที่เราเชื่อถือ เพื่อสร้างให้เกิดพลังความเชื่อมั่นขึ้นภายในใจตัวเอง หรือในภาษาบาลีเรียกว่า ศรัทธา นั่นเอง ถ้ามันสร้างไม่ได้ก็ให้ตัดสินใจลุยไปข้างหน้ากันไปเลย เป็นไงเป็นกัน

เมื่อผ่านหลักข้อแรกคือความพอใจแล้ว ข้อถัดไปก็เป็นเรื่องขี้ผง

หลักข้อที่สอง คือ ความพากเพียร ซึ่งความพากเพียรนี้เกิดขึ้นได้ไม่ยากหากเราเกิดความพอใจที่จะทำขึ้นมาแล้ว เราย่อมเกิดความขยันปฏิบัติงานไม่ขาดตอน ไม่ลดละจนกว่าจะประสบความสำเร็จ มีความหาญกล้าที่จะเผชิญต่ออุปสรรคที่จะเกิดขึ้นอย่างไม่ย่อท้อ
หลักข้อที่สาม คือ ความเอาใจใส่ ไม่ทอดทิ้ง สิ่งนั้น ไปจากความรู้สึก ของตัว ทำสิ่งซึ่งเป็น วัตถุประสงค์ นั้นให้เด่นชัด อยู่ในใจเสมอ แน่นอนว่าการที่เราจะเกิดข้อนี้ได้ ย่อมต้องเกิด สมาธิ อยู่ด้วยอย่างเต็มที่

หลักข้อที่สี่ ความสอดส่องใคร่ครวญใน เหตุและผล แห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา ซึ่งหมายความว่าเราต้องใช้สติปัญญา รู้จักคิด รู้จักอ่าน ว่าสิ่งที่ทำไปนั้น ถูกหรือผิดอย่างไร ถ้าสิ่งที่ทำไปได้ผลดี ก็ควรจะทำให้มากขึ้น ถ้ายังไม่ดีก็ปรับปรุงให้ดีขึ้น จนกว่าจะถึงเป้าหมาย

หากระหว่างปฏิบัติงานอยู่นั้น รู้สึกว่าชักจะฝ่อๆลงไป ก็ต้องไปสำรวจดูว่าเราขาดข้อใหนใน 4 ข้อนี้ แล้วก็พยายามกระตุ้นให้เกิดให้มีขึ้น จนกว่างานจะสำเร็จ

หลักการทั้งสี่ข้อนี้ ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า อิทธิบาทสี่ หมายถึง ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ถือเป็นหลักธรรมเพื่อความสำเร็จ เอาไปใช้ได้กับทุกเรื่อง ถ้าเอาอิทธิบาทสี่ไปใช้ในทางดีก็จะเกิดผลดีอย่างมาก ถ้าเอาไปใช้ในทางชั่วก็เกิดผลชั่วอย่างมากเช่นเดียวกัน ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตการงาน ในชีวิตครอบครัว ก็ย่อมต้องการศัยหลักอิทธิบาทสี่นี้ทั้งนั้น แม้กระทั่งโจรเอง หากใช้หลักอิทธิบาทสี่นี้ ก็ย้องประสบความสำเร็จในงานชั่วๆของเขาเหล่านั้นได้เช่นกัน

เมื่อรู้สึกว่ากำลังย่ำแย่ ให้พวกเราเจริญอิทธิบาทสี่ หมายถึงว่าสร้างให้อิทธิบาทสี่เกิดขึ้นมาให้ได้ เริ่มสำรวจกันตั้งแต่ข้อแรก กันไปจนถึงข้อที่สี่ เลยทีเดียว

อย่าลืมนะคะ ถ้าอยากสำเร็จ ก็อย่าลืมเจริญอิทธิบาท4 กันทุกวันนะคะ
Click here to Read more...

Wednesday, January 20, 2010

การเข้าถึงความจริง

ในบทความตอนที่แล้ว ได้พูดถึงความจริงและหลักของความเชื่อ 10 ประการไว้

วันนี้จะพูดถึงวิธีเข้าถึงความจริง ซึ่งการเข้าไปรู้ได้นั้นก็คงต้องอาศัยผ่านทางอายตนะหรือประสาทสัมผัสทั้ง 6 คือหู ตา จมูก ลิ้น กาย และใจ นั่นเอง ส่วนวิธีเข้าถึงนั้น ก็โดยอาศัยการกระทำที่สัมพันธ์กันทั้ง กาย วาจา และใจ โดยมีสติและปัญญาเป็นเครื่องกำกับ

หากเราต้องการที่จะประจักษ์ต่อความจริงโดยแท้ เราจำเป็นจะต้องสร้างปัจจัยที่ทำให้เราสามารถเข้าไปรับรู้มันได้โดยง่าย ซึ่งปัจจัยเหล่านั้น ก็คือองค์ประกอบในตัวของเราซึ่งจะเป็นตัวผลักดันให้การกระทำทั้งทางกาย วาจาและใจ ของเรานั้นถูกกระทำออกไปในลักษณะที่เป็นผลดีต่อการรับรู้ความจริง ปัจจัยทั้ง 3 นั้นคือ

1. ความรู้

a. คุณต้องมีความรู้ในการเลือกใช้เครื่องมือที่จะแยกแยะสิ่งที่ปรากฏ ให้อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานได้ หรือเข้าใจได้ เช่นถ้าคุณอยากรู้ว่าเวลาเท่าไหร่ ก็ต้องดูนาฬิกา
b. คุณต้องมีความรู้ในวิธีการหรือช่องทางที่จะเข้าถึงความจริง เช่น อยากรู้เรื่องข่าวการเมือง ก็ต้องเข้าถึงสื่อที่เกี่ยวกับการเมืองหลายๆสื่อแล้วเอามาประกอบกัน นั่งอยู่ที่บ้านเฉยๆก็คงไม่รู้อะไร

2. ทัศนคติ

a. ไม่เอาแต่ความเห็นตนเองเป็นใหญ่(กูแน่) ทำให้โลกทัศน์เราแคบ
b. มีใจเป็นธรรม ซึ่งจะทำให้ผู้อื่นกล้าที่จะเปิดเผยความจริงต่อเราได้อย่างไว้วางใจ
c. เห็นอกเห็นใจผู้อื่น
d.
3. บุคคลิก อุปนิสัย

a. ไฝ่รู้
b. มีใจเป็นกลาง
c. พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง


1.ความรู้อะไรที่ใช้ในการรู้ Fact
ความรู้ในการเลือกใช้เครื่องมือแยกสิ่งที่ปรากฏ (ใช้อย่างเหมาะสมกับลักษณะของข้อเท็จจริง)

1. การทำใช้โปรแกรมที่วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากให้เห็นเป็นภาพรวม - ใช้กรณีที่ข้อเท็จจริงอยู่ในรูปของDatabase
2. การทำแผนภูมิก้างปลา – ใช้กรณีที่ต้องแยกแยะปัญหา หรือข้อเท็จจริงออกมาให้ชัดเจน
3. การทำแผนภูมิพาเรโต้ – ใช้กรณีที่ต้องการให้เห็นแนวโน้ม
4. Why Why analysis การตั้งคำถามว่าทำไมจนกระทั่งถึงแก่นของความจริง

ความรู้ในวิธีการเข้าถึงความจริง (ต้องทำอย่างถูกกาละเทศะ)

1. รู้จักเดินไปหาความจริง ไม่ใช่รอให้ความจริงมาหา
2. การระดมสมอง
3. Horenso – การแจ้ง การรายงาน การปรึกษา
4. การทดสอบให้เห็นจริง
5. กล่องรับความคิดเห็น


ทัศนคติที่ทำให้เข้าถึงFactได้

1. ละทิฏฐิมานะของตนเอง ประเภทที่เรียกว่า “ กูแน่” เพราะความคิดแบบนี้จะทำให้เราตีความในสิ่งที่เห็นบิดเบือนไป เพราะเอาความคิดเห็นของตนเองเป็นใหญ่ และคนที่มีทัศนคติแบบนี้มักตกหลุมพลางคำสรรเสริญเยินยอจากผู้อื่นแล้วก็โดนหลอกง่าย
2. การมีใจที่เป็นธรรม มีความยุติธรรม ตรงไปตรงมาน่าเชื่อถือ จะทำให้ได้รับโอกาสที่จะได้เข้าไปรับรู้ความจริงได้โดยง่าย
3. มีใจที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ยอมรับในความบกพร่องของตนเอง และผู้อื่น คนรอบข้างมักจะบอกความจริงให้ทราบด้วยความไว้วางใจ ความจริงที่บอกไปนั้นจะไม่กลับมาเป็นภัยในภายหลัง

บุคคลิก อุปนิสัย ที่ทำให้เข้าถึงความจริง

1. ความไฝ่รู้ ทำให้เราไม่ย่อท้อที่จะค้นหาความจริงให้ถึงรากถึงโคน และจะไม่มองข้ามความเป็นจริง
2. มีใจเป็นกลาง คือการับรู้ความจริงด้วยหัวใจที่สุขุมเยือกเย็น ไม่ว่าเรื่องนั้นจะน่าตื่นเต้นดีใจ หรือน่าโกรธ น่าเสียใจเพียงใด เพราะหากเราไม่ได้ถูกครอบงำด้วยอารมณ์ต่างๆจะทำให้เราเห็นความจริงชัดเจนมากขึ้น
3. การพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง จะทำให้เรากล้าที่จะรู้ความจริงทุกประเภท

ไม่ว่าเราจะใช้วิธีใดหรือเครื่องมือใดในการเข้าถึงความจริง ในการที่เราจะเชื่อหรือไม่นั้น ก็ขอให้ยึดหลักความเชื่อ 10 ประการ และเมื่อพบว่าควรเชื่อได้ ก็ให้มองต่อไปอีกว่า ความจริงนั้นมันได้ให้ โทษหรือไม่ เป็นประโยชน์หรือไม่ ดีหรือเลว เมื่อรู้แล้วก็ปฏิบัติการต่อFact นั้นให้เหมาะสม แต่ถ้ารู้ความจริงแล้วก็ยังไม่สามารถรู้ได้ว่ามันให้อะไรได้บ้าง ความจริงนั้นก็เป็นความจริงที่สักแต่ว่าจริงเท่านั้นเอง
Click here to Read more...

Wednesday, January 13, 2010

กฏธรรมดาของมนุษยภาพ

คัดจากหนังสือมนุษยวิทยาของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส


เครื่องบำรุงกายให้ผาสุก-ซ อาหาร อากาศ แสงสว่าง น้ำ ความสะอาด การนุ่งห่ม การใช้กำลัง ความพัก

อุบายสำหรับประพฤติตัว
1.ความพำนักตัวเอง
มาตรา1 จงมีความเชื่อมั่นในตัวของตัวเอง รีบคิดตั้งตัวเอง อย่ามุ่งต่อความอุปถัมป์ค้ำจุนของท่านผู้อื่น จงตีศัตราของตัวเองไว้สู้สงครามของตัว ด้วยกำลังของตัว คือ อุตสาหะศึกษาให้เป็นคนมีสติปัญญา ความคิดความประกอบกิจธุระของตนตามลำพังตน

มาตรา2 ถ้าการนั้นยังต้องพึ่งคนอื่น ก็จงออกกำลังกายกำลังความคิด กำลังทรัพย์อย่างไดอย่างหนึ่ง ให้เขาได้ผลคุ้มกันหรือเต็มความสามารถของตนที่จะพึงทำได้ อย่าคิดพึ่งเขาเปล่า เช่นนี้ก็ยังนับว่าเลี้ยงชีพของตัวด้วยกำลังของตัวเอง

มาตรา3 ถ้ายังไม่สามารถด้วยประการนั้น จำจะต้องพึ่งเขาเปล่า จงคิดตอบแทนอุปการะของเขา เมื่อภายหลังตามสถานที่ควร

ผู้ละเมิดกฏมาตรานี้แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง จะต้องได้รับโทษ 3 สถาน คือตั้งตัวไม่ได้ ไม่ได้ความเจริญตลอดชีวิต เป็นคนอกตัญญู อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยควรแก่โทษานุโทษ

ใครเป็นผู้ตั้งกฎข้อนี้ไว้ เมื่อมีผู้ละเมิด ใครจะเป็นผู้ลงโทษ
ธรรมดา เป็นผู้ตั้งกฎนี้ไว้ ธรรมดาจะเป็นผู้ลงโทษแก่ผู้ละเมิด ผู้ละเมิดกฎที่ธรรมดาตั้งไว้ จะขอกรุณางดโทษหรือให้แบ่งเบาลง หรือจะหลบหนีให้พ้น ดุจผู้ละเมิดกฎที่มนุษย์ตั้งขึ้นดังนี้เป็นอันไม่ได้

2.ความประพฤติยั่งยืนไม่จืดจาง


มาตรา4 จงประพฤติยั่งยืน คือมีความพอใจแน่นอนในกิจที่ตนประกอบ อย่าจืดจางเสียเร็ว อดทนเพียรประกอบไปโดยลำดับ

มาตรา5 จงรีบกระตือรือร้นประกอบกิจนั้นให้ทันกาลทันเวลา อย่าให้ล่วงกาลไปได้

มาตรา 6 จงประพฤติแม่นยำอยู่ในกิจที่ประกอบ ระวังอย่าให้คลาดเคลื่อนไปได้ คือประพฤติอะไรก็ให้ได้จริง

ผู้ละเมิดกฎ 3 มาตรานี้แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง จะต้องรับโทษ 2 สถานคือ ทำอะไรไม่สำเร็จ และไม่เป็นที่เชื่อถือของผู้อื่นทั้งสองอย่าง หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยควรแก่โทษานุโทษ กฎนี้ธรรมดาตั้งไว้เหมือนกัน

3. ความมุ่งลงเป็นหนึ่ง

มาตรา 7 เมื่อจะประกอบกิจอะไร จงมีความพอใจลงเป็นหนึ่ง ถึงกับจะกล่าวได้ว่า เห็นกิจอื่นทั้งหมดเหมือนหาประโยชน์ไม่ได้ไปชั่วคราวหนึ่ง

มาตรา8 จงทุ่มเทอุตสาหะทั้งหมดลงในกิจนั้นๆอย่างเดียว ดำเนินตรงไปเฉพาะกิจนั้น ไม่เหลียวซ้ายแลขวา กล่าวคือ ตั้งหน้าประกอบกิจนั้น ไม่หันเหไปในกิจอื่นๆ มุ่งแต่จะให้สำเร็จให้จงได้

ผู้ละเมิดกฎ 2 มาตรานี้แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง จะต้องรับโทษ คือ ประกอบการไม่มีผลไพบูลย์ กฎนี้ธรรมดาตั้งไว้เหมือนกัน

4.ความสำเร็จแลความพลาด

มาตรา 9 จงตั้งตนเหมือนคนผู้อยากจะเบียดเข้าไปในประตูอันมีหมู่คนออแน่น ต่างคนต่างอยากจะเบียดเข้าไป เขาพึงยันพื้นให้แน่น แลแหวกเข้าไปเต็มแรง อย่ายืนนิ่งเสีย เพราะทำเช่นนั้นเป็นการให้สิ้นที่หวัง

มาตรา 10 เขาพึงตั้งอุตสาหะเพื่อประกอบการงานอย่างยิ่งยวดให้สุดสามารถที่จะทำได้ จงเป็นคนไหวพริบ อดทน ทำงานแข็ง ระวังอย่าให้ล่วงคราว จงเป็นคนซื่อตรง อย่างเข้มงวด แลตั้งใจเพื่อให้ดีที่สุด ผู้ประกอบด้วยองค์คุณเช่นว่านี้ แม้พลาดไป ไม่ถึงที่สุดแห่งความปราถนา เขาจัดทำกาลกริยา ด้วยรู้สึกภูมิใจว่าได้ทำดีที่สุด นี่แลอย่างต่ำก็เป็นความสำเร็จอันแท้ที่สุด ซึ่งคนพึงจะปรารถนาได้

5. ความสำเร็จแท้และความสำเร็จเทียม

มาตรา 11 เมื่อพบสิ่งใดว่าเป็นหน้าที่ของตนแล้ว พึงมุ่งหมายทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด โดยเต็มปัญญาอุตสาหะ

มาตรา 12 จงเป็นผู้รีบกระตือรืดร้นหมั่นเอาใจใส่ เพื่อให้การนั้นสำเร็จโดยชอบ ถ้าจะประกอบให้สำเร็จไม่ได้โดยแท้แล้ว ก็พึงทำให้ดีที่สุด ตามการซึ่งจะพึงทำได้ รองเป็นลำดับลงมา

ผู้ล่วงกฎ 2 มาตรานี้ จะต้องมีโทษ คือ หาชื่อเสียงไม่ได้ กฎนี้ธรรมดาตั้งไว้เหมือนกัน

6 ความละเอียดละออ

มาตรา 13 จงจำคำสุภาษิตว่า "ช้าเป็นการ นานเป็นคุณ"
เอามาใช้ในลักษณะนี้ให้ถูกต้อง จะประกอบการอะไร อย่ามักง่าย โดยเห็นแก่แล้วเสร็จเร็ว จงเอาใจใส่ในการนั้นให้รอบคอบ การนั้นจึงจะสำเร็จด้วยดี ไม่ต้องกลัวแต่การช้า เพราะว่าเมื่อความช่ำชองมีอยู่แล้ว ก็คงทำได้เร็วขึ้นตามลำดับอยู่เอง

มาตรา 14 จงจำคำสุภาษิตว่า "สิบเบี้ยใกล้มือ ยี่สิบเบี้ยไกลมือ" มาใช้ในลักษณะนี้ให้ถูกต้อง จงเป็นคนละเอียดละออ อุตสาหเก็บเล็กผสมน้อย ระวังตนอย่าให้ต้องคำสุภาษิตซึ่งติเตียนว่า "โลภมากลาภหาย" หรือว่า "หมายน้ำตัดกระบอก" ดังนี้

ผู้ล่วงกฎ 2 มาตรานี้ จะต้องมีโทษ คือ ทำอะไรไม่ได้ดี แลไม่ได้ประสบผลอันไพบูลย์ กฎนี้ธรรมดาตั้งไว้เหมือนกัน
Click here to Read more...

Thursday, December 17, 2009

Management by Facts

Management by Fact – คำย่อ MBF

คือ การทำงานบนฐานของความเป็นจริง

คือ การดำเนินการ การตัดสินใจ ด้วยความรู้จริง หรือตั้งอยู่บนความเป็นจริง

Fact ในความหมายทั่วไป หมายถึงความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ มาแล้ว เป็นอดีต และในปัจจุบันหรืออนาคต อาจยังคงเป็นจริงหรือไม่จริงก็ได้

แล้วอะไร คือFACT ที่เราต้องค้นหาไห้เจอ เพื่อใช้ใน MBF

Fact ที่ถูกนำมาใช้ใน MBF นั้น หมายถึง FACT ที่เมื่อเรารู้แล้วสามารถที่จะรู้ได้ว่ามันเป็นประโยชน์ หรือไม่ใช่ประโยชน์ มีโทษหรือไม่มีโทษ ดีหรือเลว ถ้ารู้แค่ผิวเผินแล้วบอกอะไรไม่ได้ ก็เป็นแค่เพียงเหมือนลมพัดผ่าน และFact นั้นต้องเป็นความจริงที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นความจริงแค่ผิวเผิน

อย่าไปตื่นตา ตื่นใจกับความจริงที่หาสาระไม่ได้ และอย่าไปเชื่อว่ามันเป็นความจริงโดยไม่ได้พิจารณาไตร่ตรองให้ถ่องแท้ด้วยตนเอง

แล้วอะไรล่ะคือหลักการแห่งความเชื่อที่เราควรทำความเข้าใจ มี 10 ประการคือ
1. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา เช่น เขาว่า... ลูกน้องบอกมาว่า... บางทีคนพูดต้องการให้สื่อความหมายหนึ่งแต่คนฟังอาจฟังเป็นอย่างหนึ่งได้ หรืออย่างกรณีบัตรสนเท่ห์ หรือe-mailที่ส่งมา อาจมีทั้งจริงและเท็จได้
2. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆกันมา เช่น โบราณเค๊าบอกว่า.... คนที่เคยทำมาก่อนเค๊าบอกว่า.... บางคนกลัวว่าถ้าไม่เชื่อแล้วจะเป็นการทำลายของเก่า ซึ่งความเชื่อเก่าแก่ก็ไม่ใช่ว่าจะจริงทั้งหมด หรือแม้กระทั่งสิ่งที่คนรุ่นก่อนๆทำกันมาก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป ดังนั้นอย่างเพิ่งปักใจเชื่อ
3. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ เช่น ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ต่างๆ Clip หรือ E-mailลูกโซ่ต่างๆ ข่าวคาวของดาราดัง เป็นต้น ซึ่งข่าวพวกนี้บางทีก็มีความเห็นปนมาด้วย หรือตกแต่งมาแล้ว คนที่เคยตกเป็นข่าวจะทราบดีว่าส่วนใหญ่ที่ลงข่าวไปมักเพี๊ยนจากความเป็นจริง แต่น่าแปลกว่าคนอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องพอได้อ่านข่าวกลับเชื่อหัวปักหัวปำ
4. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์ เพราะคนเขียนตำราอาจเข้าใจผิดก็ได้ หรือคนที่ยกตำรามาอ้างอาจเอาตำราที่เขียนมาแบบมั่วๆมาอ้างก็ได้ สมัยนี้ตำราที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริงมีอยู่ดาดดื่น
5. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อเพราะตรรก ดูเป็นเหตุเป็นผลกันดี เช่น g + o อ่านว่า โก ดังนั้น t + o ก็ต้องอ่านว่า โท เพราะตรรกะนั้นอาจผิดพลาดได้ หรือคำที่ว่าโลกแบนเพราะถ้ามันกลมเราก็ต้องกลิ้งตกไปนานแล้ว ซึ่งก็ฟังดูมีเหตุผลดี แต่เป็นเพียงการคิดเชิงตรรกะในแง่มุมเดียวเท่านั้น
6. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อเพราะคาดคะเนเอา เช่น มีการโฆษณาสินค้าหนึ่งว่า “โปรดระวัง.. ของแท้ต้องมีคำว่าโปรดระวังของปลอมที่ข้างกล่อง” โดยคิดว่าการโฆษณาแบบนี้จะทำให้ลูกค้าซื้อได้สินค้าที่เป็นของแท้
7. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อด้วยการคิดเอาตามอาการที่ปรากฏ คือพอเห็นอาการก็คิดว่าใช่แน่เลย เช่นเห็นคนจาม ก็คิดว่าคนนั้นต้องเป็นหวัดแน่นอน
8. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อเพราะเข้าได้กับหลักการ ลัทธิ ความเชื่อของตน เช่น เราไม่ค่อยชอบหน้าคนนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้ยินใครมาพูดให้ฟังว่าคนนี้เป็นคนไม่ดีเราก็ปักใจเชื่อตามนั้นเลย ซึ่งความจริงเราอาจเพียงแค่ไม่ถูกชะตากับคนนั้นเท่านั้นเอง ไม่ได้เคยประจักษ์ด้วยตนเองมาก่อนเลยว่าคนนั้นเป็นคนดีหรือเลว แต่พอมีคนมาพูดเข้ากันกับอารมณ์ของตนเองก็เลยหลงกลเชื่อโดยไม่ได้ตริตรอง
9. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อเพราะเห็นว่าผู้พูดน่าเชื่อถือได้ เช่นเห็นว่าเป็นคนมีชื่อเสียง แล้วก็ยอมเชื่อไปเลย ซึ่งเราควรจะฟังหูไว้หูก่อน จนกว่าจะได้ตริตรองอย่างแท้จริงซะก่อน สมัยนี้ คนที่เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคมกลับกลายเป็นคนที่น่ารังเกียจและขาดความน่าเชื่อถือก็มีให้เห็นมากมายในสังคมไทย
10. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า คนนี้เป็นครูของเรา ไม่ได้สอนให้ดื้อรั้น แต่ว่าควรต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนแล้วค่อยเชื่อ

แล้วเราจะเข้าถึงความจริงได้อย่างไร

มี 3 สิ่งที่เป็นด่านที่กั้น ไม่ให้คุณเข้าถึงความจริง ซึ่งหากคุณต้องการที่จะประจักษ์ต่อความจริงโดยแท้ คุณต้องข้ามพ้นจากด่านขวางกั้นอันนี้ คือ

1. ความรู้

a. คุณต้องมีความรู้ในการเลือกใช้เครื่องมือที่จะแยกแยะสิ่งที่ปรากฏ ให้อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานได้ หรือเข้าใจได้ เช่นถ้าคุณอยากรู้ว่าเวลาเท่าไหร่ ก็ต้องดูนาฬิกา
b. คุณต้องมีความรู้ในวิธีการหรือช่องทางที่จะเข้าถึงความจริง เช่น อยากรู้เรื่องข่าวการเมือง ก็ต้องเข้าถึงสื่อที่เกี่ยวกับการเมืองหลายๆสื่อแล้วเอามาประกอบกัน นั่งอยู่ที่บ้านเฉยๆก็คงไม่รู้อะไร

2. ทัศนคติ

a. ไม่เอาแต่ความเห็นตนเองเป็นใหญ่(กูแน่) ทำให้โลกทัศน์เราแคบ
b. มีใจเป็นธรรม ซึ่งจะทำให้ผู้อื่นกล้าที่จะเปิดเผยความจริงต่อเราได้อย่างไว้วางใจ
c. เห็นอกเห็นใจผู้อื่น

3. บุคคลิก อุปนิสัย

a. ไฝ่รู้
b. มีใจเป็นกลาง
c. พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

Click here to Read more...