Pages

Thursday, December 17, 2009

Management by Facts

Management by Fact – คำย่อ MBF

คือ การทำงานบนฐานของความเป็นจริง

คือ การดำเนินการ การตัดสินใจ ด้วยความรู้จริง หรือตั้งอยู่บนความเป็นจริง

Fact ในความหมายทั่วไป หมายถึงความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ มาแล้ว เป็นอดีต และในปัจจุบันหรืออนาคต อาจยังคงเป็นจริงหรือไม่จริงก็ได้

แล้วอะไร คือFACT ที่เราต้องค้นหาไห้เจอ เพื่อใช้ใน MBF

Fact ที่ถูกนำมาใช้ใน MBF นั้น หมายถึง FACT ที่เมื่อเรารู้แล้วสามารถที่จะรู้ได้ว่ามันเป็นประโยชน์ หรือไม่ใช่ประโยชน์ มีโทษหรือไม่มีโทษ ดีหรือเลว ถ้ารู้แค่ผิวเผินแล้วบอกอะไรไม่ได้ ก็เป็นแค่เพียงเหมือนลมพัดผ่าน และFact นั้นต้องเป็นความจริงที่แท้จริง ไม่ใช่เป็นความจริงแค่ผิวเผิน

อย่าไปตื่นตา ตื่นใจกับความจริงที่หาสาระไม่ได้ และอย่าไปเชื่อว่ามันเป็นความจริงโดยไม่ได้พิจารณาไตร่ตรองให้ถ่องแท้ด้วยตนเอง

แล้วอะไรล่ะคือหลักการแห่งความเชื่อที่เราควรทำความเข้าใจ มี 10 ประการคือ
1. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา เช่น เขาว่า... ลูกน้องบอกมาว่า... บางทีคนพูดต้องการให้สื่อความหมายหนึ่งแต่คนฟังอาจฟังเป็นอย่างหนึ่งได้ หรืออย่างกรณีบัตรสนเท่ห์ หรือe-mailที่ส่งมา อาจมีทั้งจริงและเท็จได้
2. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆกันมา เช่น โบราณเค๊าบอกว่า.... คนที่เคยทำมาก่อนเค๊าบอกว่า.... บางคนกลัวว่าถ้าไม่เชื่อแล้วจะเป็นการทำลายของเก่า ซึ่งความเชื่อเก่าแก่ก็ไม่ใช่ว่าจะจริงทั้งหมด หรือแม้กระทั่งสิ่งที่คนรุ่นก่อนๆทำกันมาก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป ดังนั้นอย่างเพิ่งปักใจเชื่อ
3. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อด้วยการเล่าลือ เช่น ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ต่างๆ Clip หรือ E-mailลูกโซ่ต่างๆ ข่าวคาวของดาราดัง เป็นต้น ซึ่งข่าวพวกนี้บางทีก็มีความเห็นปนมาด้วย หรือตกแต่งมาแล้ว คนที่เคยตกเป็นข่าวจะทราบดีว่าส่วนใหญ่ที่ลงข่าวไปมักเพี๊ยนจากความเป็นจริง แต่น่าแปลกว่าคนอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องพอได้อ่านข่าวกลับเชื่อหัวปักหัวปำ
4. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อด้วยการอ้างตำรา หรือคัมภีร์ เพราะคนเขียนตำราอาจเข้าใจผิดก็ได้ หรือคนที่ยกตำรามาอ้างอาจเอาตำราที่เขียนมาแบบมั่วๆมาอ้างก็ได้ สมัยนี้ตำราที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริงมีอยู่ดาดดื่น
5. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อเพราะตรรก ดูเป็นเหตุเป็นผลกันดี เช่น g + o อ่านว่า โก ดังนั้น t + o ก็ต้องอ่านว่า โท เพราะตรรกะนั้นอาจผิดพลาดได้ หรือคำที่ว่าโลกแบนเพราะถ้ามันกลมเราก็ต้องกลิ้งตกไปนานแล้ว ซึ่งก็ฟังดูมีเหตุผลดี แต่เป็นเพียงการคิดเชิงตรรกะในแง่มุมเดียวเท่านั้น
6. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อเพราะคาดคะเนเอา เช่น มีการโฆษณาสินค้าหนึ่งว่า “โปรดระวัง.. ของแท้ต้องมีคำว่าโปรดระวังของปลอมที่ข้างกล่อง” โดยคิดว่าการโฆษณาแบบนี้จะทำให้ลูกค้าซื้อได้สินค้าที่เป็นของแท้
7. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อด้วยการคิดเอาตามอาการที่ปรากฏ คือพอเห็นอาการก็คิดว่าใช่แน่เลย เช่นเห็นคนจาม ก็คิดว่าคนนั้นต้องเป็นหวัดแน่นอน
8. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อเพราะเข้าได้กับหลักการ ลัทธิ ความเชื่อของตน เช่น เราไม่ค่อยชอบหน้าคนนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้ยินใครมาพูดให้ฟังว่าคนนี้เป็นคนไม่ดีเราก็ปักใจเชื่อตามนั้นเลย ซึ่งความจริงเราอาจเพียงแค่ไม่ถูกชะตากับคนนั้นเท่านั้นเอง ไม่ได้เคยประจักษ์ด้วยตนเองมาก่อนเลยว่าคนนั้นเป็นคนดีหรือเลว แต่พอมีคนมาพูดเข้ากันกับอารมณ์ของตนเองก็เลยหลงกลเชื่อโดยไม่ได้ตริตรอง
9. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อเพราะเห็นว่าผู้พูดน่าเชื่อถือได้ เช่นเห็นว่าเป็นคนมีชื่อเสียง แล้วก็ยอมเชื่อไปเลย ซึ่งเราควรจะฟังหูไว้หูก่อน จนกว่าจะได้ตริตรองอย่างแท้จริงซะก่อน สมัยนี้ คนที่เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคมกลับกลายเป็นคนที่น่ารังเกียจและขาดความน่าเชื่อถือก็มีให้เห็นมากมายในสังคมไทย
10. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่า คนนี้เป็นครูของเรา ไม่ได้สอนให้ดื้อรั้น แต่ว่าควรต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนแล้วค่อยเชื่อ

แล้วเราจะเข้าถึงความจริงได้อย่างไร

มี 3 สิ่งที่เป็นด่านที่กั้น ไม่ให้คุณเข้าถึงความจริง ซึ่งหากคุณต้องการที่จะประจักษ์ต่อความจริงโดยแท้ คุณต้องข้ามพ้นจากด่านขวางกั้นอันนี้ คือ

1. ความรู้

a. คุณต้องมีความรู้ในการเลือกใช้เครื่องมือที่จะแยกแยะสิ่งที่ปรากฏ ให้อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานได้ หรือเข้าใจได้ เช่นถ้าคุณอยากรู้ว่าเวลาเท่าไหร่ ก็ต้องดูนาฬิกา
b. คุณต้องมีความรู้ในวิธีการหรือช่องทางที่จะเข้าถึงความจริง เช่น อยากรู้เรื่องข่าวการเมือง ก็ต้องเข้าถึงสื่อที่เกี่ยวกับการเมืองหลายๆสื่อแล้วเอามาประกอบกัน นั่งอยู่ที่บ้านเฉยๆก็คงไม่รู้อะไร

2. ทัศนคติ

a. ไม่เอาแต่ความเห็นตนเองเป็นใหญ่(กูแน่) ทำให้โลกทัศน์เราแคบ
b. มีใจเป็นธรรม ซึ่งจะทำให้ผู้อื่นกล้าที่จะเปิดเผยความจริงต่อเราได้อย่างไว้วางใจ
c. เห็นอกเห็นใจผู้อื่น

3. บุคคลิก อุปนิสัย

a. ไฝ่รู้
b. มีใจเป็นกลาง
c. พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

Click here to Read more...